บทความ
ประโยชน์ของงาดำคั่วบด ทำไมการ "บด" ถึงสำคัญกว่างาดำเม็ด?
-
การดูดซึมที่เหนือกว่า: เปลือกงาดำมีความหนา หากทานแบบเต็มเมล็ด ร่างกายจะไม่สามารถย่อยเปลือกเพื่อนำสาร เซซามิน ออกมาใช้ได้ การทาน งาดำคั่วบด จึงช่วยให้ร่างกายดูดซึม สารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซียม และวิตามินอี ได้เต็มที่ 100%
-
บำรุงข้อต่อและกระดูก: สารเซซามินช่วยยับยั้งการย่อยสลายของกระดูกอ่อน และแคลเซียมสูงช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก
-
ชะลอการเกิดผมหงอก: วิตามินอีและแร่ธาตุในงาดำช่วยบำรุงการไหลเวียนเลือดบริเวณหนังศีรษะ
Q: งาดำคั่วบด ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
คำตอบ: งาดำคั่วบดมีประโยชน์หลัก 4 ด้าน คือ
-
บำรุงกระดูกและข้อ: มีสารเซซามินลดการอักเสบของข้อเข่า และมีแคลเซียมสูง
-
บำรุงหัวใจและหลอดเลือด: ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ด้วยไขมันดี unsaturated fats
-
ชะลอวัยและบำรุงผม: อุดมด้วยวิตามินอี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
-
ช่วยการขับถ่าย: มีใยอาหารสูง ช่วยปรับสมดุลลำไส้
Q: งาดำคั่วบด ทานวันละเท่าไหร่ และทานตอนไหนดีที่สุด?
คำตอบ: ปริมาณที่แนะนำคือ วันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 10-20 กรัม) สามารถทานได้ทุกช่วงเวลา แต่ ดีที่สุดคือทานพร้อมมื้ออาหารเช้า หรือผสมในเครื่องดื่ม/เครื่องดื่มร้อน เช่น นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ เพราะไขมันดีในงาดำจะช่วยในการดูดซึมวิตามินอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น
Q: งาดำคั่วบด ต่างจาก งาดำดิบบด อย่างไร?
คำตอบ: งาดำคั่วบดผ่านความร้อนระดับพอเหมาะ ทำให้ ย่อยง่ายกว่า มีกลิ่นหอมน่าทาน และทำลายสารยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุ (Phytates) ที่มีอยู่ในงาดำดิบ ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและธาตุเหล็กได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยกว่าทานแบบดิบ
Q: งาดำคั่วบด [ชื่อแบรนด์] เก็บอย่างไรไม่ให้มีกลิ่นหืน?
คำตอบ: เนื่องจากงาดำมีไขมันดีสูง ควรเก็บใน ภาชนะปิดสนิท ปราศจากความชื้น และแนะนำให้แช่ในตู้เย็น (ช่องธรรมดา)จะช่วยรักษาความสดใหม่ กลิ่นหอม และป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (กลิ่นหืน) ได้นานถึง 6 เดือน
